หลังจากไวรัสโคโรนาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก คนไทยที่พำนักอยู่นอกประเทศจำนวนมากต้องการกลับสู่มาตุภูมิ แต่พวกเขาต้องพบกับความยุ่งยากเมื่อรัฐบาลไทยประกาศใช้มาตรการ “ชะลอคนไทยกลับบ้าน” โดยอ้างว่าเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศ มาตรการดังกล่าวนอกจากจะทำให้คนไทยต้องขอ “วีซ่า” กลับสู่บ้านเกิด ยังทำให้เกิดการแบ่งแยกความเป็นคนไทยให้เป็น “คนนอก” กับ “คนใน”
งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการนำเสนอนโยบายรัฐบาลที่กีดกันคนไทยที่ต้องการกลับบ้านในช่วงวิกฤตผ่านประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ปฏิกิริยาของสื่อมวลชนและประชาชนคนไทยบนสื่อออนไลน์ นอกจากนี้ยังได้รวบรวมมาตรการฉุกเฉินของหลากประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงกระบวนการของรัฐบาลไทยที่สร้างความกลัวให้กับ “คนใน” ทั้งนี้ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์นโยบายและกระบวนการของภาครัฐที่ใช้เส้นพรมแดนประเทศแบ่งคนไทยให้เป็น “คนใน” และ “คนนอก” และนำเสนอทางออกที่ไม่ให้เกิดการแบ่งแยก “เขา” และ “เรา” และให้คนไทยทุกคนฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
พนักงานเช็กอินที่เคาน์เตอร์หมายเลข 8 พูดขึ้นผ่านหน้ากากหลังจากที่รับพาสปอร์ตของเราผ่านถุงมือ แล้วชวนเรากวาดตาดูแถวเช็กอินสิบกว่าแถวที่มีก็เราเป็นผู้โดยสารที่กำลังเช็กอินอยู่คนเดียวกับพนักงานเช็กอินตรงหน้า และพนักงานจากอีกสองสามสายการบินที่ยังให้บริการอยู่ในเคาน์เตอร์หลายแถวห่างออกไป
เราจำไม่ได้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่เราบินออกจากสนามบินบรัสเซลล์ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผู้คนจะบางตาจนเกือบกลายเป็นสนามบินร้างเท่านี้ ตารางการบินที่สนามบินบรัสเซลล์ในวันที่ 29 มีนาคม 2563 ถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด และภายในตัวอาคารเฉพาะผู้โดยสารที่มีตั๋วเดินทางเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้ามา จึงไม่น่าแปลกใจที่การเดินสำรวจทุกชั้นแล้วพบว่ามีผู้โดยสารแค่ประมาณ 20-30 คน ที่นั่งกระจายตัวอยู่ทั่วตึกเพื่อรอขึ้นเครื่อง และอีกประมาณสิบคนที่เพิ่งลงจากเครื่องทยอยเดินออกมาทางประตูขาเข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ประจำทางเข้าออกแต่ละชั้น ทหารที่เดินตรวจทั่วอาคาร และเจ้าหน้าที่ตามจุดต่างๆ ของสนามบิน แต่ในอาคารแห่งนี้ไม่มีการตรวจอุณหภูมิร่างกายแต่อย่างใด

กว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง เราได้แต่ครุ่นคิดว่า ถ้าเช้าวันนี้เราได้นั่งเครื่องการบินไทยกลับกรุงเทพฯ คนเดียวหรือยิ่งมีผู้โดยสารน้อยเท่าไหร่ นั่นหมายถึงว่ามีคนไทยต้องตกค้างอยู่นอกประเทศมากขึ้นเท่านั้น เพราะพวกเขาหาเอกสารไม่ทัน และการบินไทยที่เป็นสายการบินเดียวที่บินตรงบรัสเซลล์-กรุงเทพ ก็มีอีกแค่สองเที่ยวบินก่อนจะหยุดพักชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อยสองเดือน สายการบินต่างชาติที่บินจากยุโรปเข้าไทยก็เหลือน้อยเต็มที
ย้อนกลับไปเมื่อหกเดือนก่อนเรายังวุ่นวายหาเอกสารเพื่อขอวีซ่ามาศึกษาต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเราเพิ่งย้ายมาอยู่ที่ไลเดนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เราไม่เคยคิดว่าจะมีวิกฤตที่ทำให้เราต้องกลับบ้านภายในหกสัปดาห์ และที่สำคัญที่สุดคงไม่มีใครคาดคิดว่าเพียงหกสัปดาห์ที่ออกจากประเทศไทย เราต้องขอ “วีซ่า” เพื่อกลับบ้าน โดยเฉพาะในยามวิกฤตที่คนไทยนอกประเทศจำนวนมากคิดถึงบ้าน
นับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมเป็นต้นมา การบินพลเรือนมีมาตรการให้คนไทยทุกคนที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยต้องแสดงใบรับรองแพทย์ Fit to Fly ที่มีอายุไม่เกิน 72 ชั่วโมง พร้อมกับใบรับรองจากสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศเพื่อยืนยันตัวตน ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางสู่ประเทศไทย
จากการสนทนาก่อนขึ้นเครื่องกับผู้โดยสารร่วมเที่ยวบินพบว่า ผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งได้วางแผนที่จะบินไปแต่งงานกับว่าที่สามีแล้วบินกลับมาเมืองไทยพร้อมกันในช่วงฤดูร้อน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เธอต้องเปลี่ยนแผนกลับเมืองไทยเพียงคนเดียวในทันที แต่กว่าที่เธอจะได้ขึ้นเที่ยวบินนี้เธอต้องกลับไปหาหมอประจำบ้านที่แฟนของเธอจัดแจงนัดให้เป็นครั้งที่สองเพราะใบรับรองแพทย์ใบแรกที่ถูกส่งไปที่สถานทูตนั้นหมดอายุก่อนวันเดินทาง
เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ เราตัดสินใจเดินทางจากเมืองไทยวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 แม้ว่าสถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มที่ไม่สู้ดีนัก แต่เนื่องจากประเทศไทยในขณะนั้นไม่มีทีท่าว่าจะปิดประเทศหรือแม้แต่กักตัวผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น จีน หรือ เกาหลี ทั้งที่ประเทศจีนได้มีมาตรการปิดเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายไวรัสจุดแรกของโลก และไวรัสโคโรนาได้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วทวีปเอเชีย ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มมีมาตรการปิดเมืองหรือปิดประเทศ หรือไม่รับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากประเทศจีนเข้าประเทศแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงเปิดประตูรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเช่นประเทศจีนเข้ามาอย่างต่อเนื่องตามปกติโดยไม่มีการกักตัวใดๆ อีกทั้งยังมีคนไทยที่พำนักในต่างประเทศ หรือเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานั้นได้อย่างเสรี
